บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การใช้โปรแกรมนำเสนอของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ชื่อเรื่อง    การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ  
เรื่อง  การใช้โปรแกรมนำเสนอ     ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3

ผู้วิจัย        นายมนิต  นิลโมจน์

ปีที่วิจัย        พ.ศ.  2553

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1)  เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอ  กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  วิธีดำเนินการวิจัยในครั้งนี้  กลุ่มเป้าหมายของ    การวิจัยได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)    ปีการศึกษา  2553  จำนวน  8  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ แบบฝึกทักษะ  เรื่อง      การใช้โปรแกรมนำเสนอ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน  สถิติที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่           ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย
    ผลการวิจัย  สรุปได้ดังนี้
      นักเรียนมีค่าเฉลี่ยการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  ร้อยละ  82.50 

รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book)

 รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book)
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน)
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5
ชุด  งานบ้านน่ารู้

นางวราภรณ์  ถูกต้อง
ตำแหน่ง ครู   วิทยฐานะครูชำนาญการ

โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)
สำนักการศึกษา  เทศบาลนครหาดใหญ่
อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชุดงานบ้านน่ารู้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชุดงานบ้านน่ารู้
ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) สำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จากห้องเรียนที่จัดผู้เรียนแบบคละความสามารถกัน ซึ่งมีจำนวน 8 ห้องเรียน
จับฉลากเลือกมา 1 ห้องเรียน ได้ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 จำนวนนักเรียน 38 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชุดงานบ้านน่ารู้ จำนวน 4 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) จำนวน 20 ข้อ
ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชุดงานบ้านน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.04/86.18 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( =34.47) สูงกว่าก่อนเรียน (=17.66) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชุดงานบ้านน่ารู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มากที่สุด ( = 4.52)

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ชื่อเรื่อง    การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  เทศบาลนครหาดใหญ่   จังหวัดสงขลา

ผู้ศึกษา    นายพัฒน์   ตันสกุล

หน่วยงาน    โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  สำนักการศึกษาเทศบาลนครหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา

ปีที่พิมพ์    2553

บทคัดย่อ

        การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  เทศบาลนครหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  โดยใช้รูปแบบจำลองซิป (CIPP  Model)  ใน  2  ประเด็น  คือ  1)  เพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  เทศบาลนครหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  จังหวัดสงขลา  เมื่อเริ่มต้นโครงการและสิ้นสุดโครงการ  ประชากรและกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  คณะครู  จำนวน  90  คน  ผู้ปกครองนักเรียนจำนวน  274  คน  และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4  -  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  จำนวน  274  คน  รวมทั้งสิ้น  638  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี  3  ประเภท  ได้แก่  1)  แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ  2)  แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  3)  แบบประเมินผลการปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพของนักเรียน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
        ผลการศึกษา  พบว่า
    1.    ก่อนดำเนินการโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑  (เอ็งเสียงสามัคคี)  เทศบาลนครหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  โรงเรียนและชุมชนต่างมีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกาย  อารมณ์จิตใจ  และสังคม  ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  จึงได้จัดทำโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  ผู้ศึกษาได้พัฒนาครูให้มีความรู้  ความเข้าใจ  และทักษะการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ  และกำหนดกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพตามโครงการ  9  กิจกรรม  ซึ่งมีครูผู้รับผิดชอบทุกกิจกรรม  โดยเริ่มโครงการระหว่างปีการศึกษา  2550-2551
    2.    จากการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)  เทศบาลนครหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  โดยใช้รูปแบบจำลองแบบซิป (CIPP  Model)  ตามแนวคิดของ  สตัฟเฟิล  บีม (Stufflebeam)  ซึ่งมีกรอบการประเมิน  4  ด้าน  คือ  ด้านสภาวะแวดล้อม  ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต  โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ  ปรากฏผล  คือ  โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทุกด้าน  แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน  ปรากฏว่า  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  และแบบประเมินการปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพของนักเรียน  ปรากฏว่า  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
    3.    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)   เทศบาลนครหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา  เมื่อเริ่มต้นโครงการและสิ้นสุดโครงการ  ปีการศึกษา  2550  - ปีการศึกษา  2551  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแล้ว  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าเมื่อเริ่มต้นโครงการ

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิจัยชั้นเรียนการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ชื่อเรื่อง  การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ 
เรื่อง  การใช้โปรแกรมนำเสนอ     ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3

ผู้วิจัย     นายมนิต  นิลโมจน์

ปีที่วิจัย   พ.ศ.  2553

บทคัดย่อ

การ วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1)  เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอ  กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  วิธี ดำเนินการวิจัยในครั้งนี้  กลุ่มเป้าหมายของ    การวิจัยได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)    ปีการศึกษา  2553  จำนวน  8  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ แบบฝึกทักษะ  เรื่อง      การใช้โปรแกรมนำเสนอ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน  สถิติที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่           ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย
              ผลการวิจัย  สรุปได้ดังนี้
                     นักเรียนมีค่าเฉลี่ยการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  ร้อยละ  82.50