ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ
เรื่อง การใช้โปรแกรมนำเสนอ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย นายมนิต นิลโมจน์
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2553
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี วิธีดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของ การวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ปีการศึกษา 2553 จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรมนำเสนอ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้
นักเรียนมีค่าเฉลี่ยการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 82.50
รวมผลงานและเผยแพร่การวิจัย วิจัยในชั้นเรียน เพื่อประโยชน์แก่การสร้างสรรค์ผลงานทางการศึกษา
บทความที่ได้รับความนิยม
-
รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ...
-
บทคัดย่อ รายงานการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาชุดการสอนสื่อประสม เรื่อง การใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียน...
-
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผู้ศึกษา น...
-
ชื่อผลงาน การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดหาดใหญ่) ...
-
ชื่อผลงาน รายงานการใช้หนังสือภาษาไทยในเสียงเพลงกับ 5 W 1 H ในการอ่านจับใจความ ...
-
บทคัดย่อ ชื่อผลงาน : ผลการใช้วิธีสอน แบบเอริกา ( Erica Model) ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถามของบลูม และเทค...
-
บทคัดย่อ ชื่อผลงานทางวิชาการ : รายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคงทนในการเรียนรู้ วิชาสังคมศึกษ...
-
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จากการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์แบบต่อเติม ผลงานของนักเรียนชั้นอนุบาล โรงเรียน...
-
ชื่อผลงาน ศึกษาสภาพการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนของผู้บริหารและครูโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ...
-
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ...
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book)
รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book)
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน)
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชุด งานบ้านน่ารู้
นางวราภรณ์ ถูกต้อง
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)
สำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชุดงานบ้านน่ารู้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชุดงานบ้านน่ารู้
ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) สำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จากห้องเรียนที่จัดผู้เรียนแบบคละความสามารถกัน ซึ่งมีจำนวน 8 ห้องเรียน
จับฉลากเลือกมา 1 ห้องเรียน ได้ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 จำนวนนักเรียน 38 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชุดงานบ้านน่ารู้ จำนวน 4 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) จำนวน 20 ข้อ
ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชุดงานบ้านน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.04/86.18 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( =34.47) สูงกว่าก่อนเรียน (=17.66) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชุดงานบ้านน่ารู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มากที่สุด ( = 4.52)
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน)
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชุด งานบ้านน่ารู้
นางวราภรณ์ ถูกต้อง
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี)
สำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชุดงานบ้านน่ารู้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชุดงานบ้านน่ารู้
ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) สำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จากห้องเรียนที่จัดผู้เรียนแบบคละความสามารถกัน ซึ่งมีจำนวน 8 ห้องเรียน
จับฉลากเลือกมา 1 ห้องเรียน ได้ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 จำนวนนักเรียน 38 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชุดงานบ้านน่ารู้ จำนวน 4 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) จำนวน 20 ข้อ
ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชุดงานบ้านน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.04/86.18 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( =34.47) สูงกว่าก่อนเรียน (=17.66) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชุดงานบ้านน่ารู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มากที่สุด ( = 4.52)
วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554
การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ผู้ศึกษา นายพัฒน์ ตันสกุล
หน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) สำนักการศึกษาเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ปีที่พิมพ์ 2553
บทคัดย่อ
การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้รูปแบบจำลองซิป (CIPP Model) ใน 2 ประเด็น คือ 1) เพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) จังหวัดสงขลา เมื่อเริ่มต้นโครงการและสิ้นสุดโครงการ ประชากรและกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ คณะครู จำนวน 90 คน ผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 274 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 274 คน รวมทั้งสิ้น 638 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ประเภท ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) 3) แบบประเมินผลการปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่า
1. ก่อนดำเนินการโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โรงเรียนและชุมชนต่างมีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ และสังคม ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จึงได้จัดทำโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ผู้ศึกษาได้พัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และกำหนดกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพตามโครงการ 9 กิจกรรม ซึ่งมีครูผู้รับผิดชอบทุกกิจกรรม โดยเริ่มโครงการระหว่างปีการศึกษา 2550-2551
2. จากการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้รูปแบบจำลองแบบซิป (CIPP Model) ตามแนวคิดของ สตัฟเฟิล บีม (Stufflebeam) ซึ่งมีกรอบการประเมิน 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ปรากฏผล คือ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทุกด้าน แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน ปรากฏว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และแบบประเมินการปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพของนักเรียน ปรากฏว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเริ่มต้นโครงการและสิ้นสุดโครงการ ปีการศึกษา 2550 - ปีการศึกษา 2551 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแล้ว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าเมื่อเริ่มต้นโครงการ
ผู้ศึกษา นายพัฒน์ ตันสกุล
หน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) สำนักการศึกษาเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ปีที่พิมพ์ 2553
บทคัดย่อ
การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้รูปแบบจำลองซิป (CIPP Model) ใน 2 ประเด็น คือ 1) เพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) จังหวัดสงขลา เมื่อเริ่มต้นโครงการและสิ้นสุดโครงการ ประชากรและกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ คณะครู จำนวน 90 คน ผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 274 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 274 คน รวมทั้งสิ้น 638 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ประเภท ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) 3) แบบประเมินผลการปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่า
1. ก่อนดำเนินการโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โรงเรียนและชุมชนต่างมีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ และสังคม ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จึงได้จัดทำโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ผู้ศึกษาได้พัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และกำหนดกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพตามโครงการ 9 กิจกรรม ซึ่งมีครูผู้รับผิดชอบทุกกิจกรรม โดยเริ่มโครงการระหว่างปีการศึกษา 2550-2551
2. จากการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้รูปแบบจำลองแบบซิป (CIPP Model) ตามแนวคิดของ สตัฟเฟิล บีม (Stufflebeam) ซึ่งมีกรอบการประเมิน 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ปรากฏผล คือ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทุกด้าน แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน ปรากฏว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และแบบประเมินการปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพของนักเรียน ปรากฏว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเริ่มต้นโครงการและสิ้นสุดโครงการ ปีการศึกษา 2550 - ปีการศึกษา 2551 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพแล้ว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าเมื่อเริ่มต้นโครงการ
วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วิจัยชั้นเรียนการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ
ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ
เรื่อง การใช้โปรแกรมนำเสนอ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย นายมนิต นิลโมจน์
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2553
บทคัดย่อ
การ วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี วิธี ดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของ การวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ปีการศึกษา 2553 จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรมนำเสนอ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้
นักเรียนมีค่าเฉลี่ยการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 82.50
เรื่อง การใช้โปรแกรมนำเสนอ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย นายมนิต นิลโมจน์
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2553
บทคัดย่อ
การ วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี วิธี ดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของ การวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) ปีการศึกษา 2553 จำนวน 8 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะ เรื่อง การใช้โปรแกรมนำเสนอ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้
นักเรียนมีค่าเฉลี่ยการใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 82.50
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)